รีวิว A Wrinkle in Time

คะแนนจากผู้ชม

คุณจะให้ 1 คะแนนคุณจะให้ 2 คะแนนคุณจะให้ 3 คะแนนคุณจะให้ 4 คะแนนคุณจะให้ 5 คะแนนคุณจะให้ 6 คะแนนคุณจะให้ 7 คะแนนคุณจะให้ 8 คะแนนคุณจะให้ 9 คะแนนคุณจะให้ 10 คะแนน ( ยังไม่มีคะแนน )
Loading...

Review No.042/2018

A Wrinkle in Time 

Genre : Adventure/Fantasy

Rate : G

Runtime : 110 นาที

Release Date : 15 March

รีวิว A Wrinkle in Time

 

เป็นเรื่องที่สองในสัปดาห์ที่รู้สึกเสียดายของสุด ๆ อารมณ์เดียวกับ Monster Family คือหนังมีวัตถุดิบ มีต้นทุนที่ดีมาก ๆ (มากยิ่งกว่า Monster Family) เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานเนื้อเรื่อง คาแรคเตอร์ ปมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของปมครอบครัว การโดนกลั่นแกล้ง การก้าวพ้นวัย (Coming of Age) การเผชิญหน้ากับความดำมืดในตัวเอง หรือแม้แต่ฉากให้เอื้ออำนวยในการโชว์ของต่าง ๆ ในด้านงานภาพและเทคนิค หนังมีงานวิชวลที่ออกแบบได้ล้ำและน่าตื่นตามาก ทัพนักแสดงก็เล่นได้ดีเลยทีเดียว

แต่ทั้งหมดนั้นกลับถูกทำลายด้วยการเล่าเรื่องของหนังที่อยู่ในระดับเกือบพังพินาศ ส่วนที่ดีที่สุดคือ 20 นาทีแรกของหนังที่พาเราไปรู้จักกับตัวละครหลักอย่างเม็ก ไม่ว่าจะเป็นปูมเบื้องหลัง ลักษณะนิสัยและปัญหาที่ต้องเผชิญ รวมถึงตัวสมทบที่ดีอย่างน้องชาย ชาร์ล วอลเลซ และเพื่อนร่วมห้องสุดออร่าอย่างหนุ่มน้อยคาลวิน แต่หลังจากที่เริ่มข้ามมิติ ทุกอย่างก็เริ่มเข้าโหมดทำลายตัวเอง

ช่วงครึ่งแรกหนังเหมือนพยายามจะโชว์งานภาพงานวิชวล ต้องยอมรับว่าทำได้น่าตื่นตา แต่กลับกลายเป็นว่าใส่มา “เยอะ” เกินไปในหลาย ๆ ส่วนที่ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย ทำให้มันดูล้น ดูเลี่ยน เอียน ในขณะที่บางฉากที่ควรโชว์ได้มากกว่ากลับมาแค่แว๊บ ๆ ไม่คุ้มค่า และที่สำคัญที่ทำให้มันออกมาไม่ดีคือมุมกล้อง ที่การเลือกมุมนั้นทำให้กลายเป็นหนังราคาถูก ทั้ง ๆ ที่ทุนสร้างเป็นนร้อยล้าน มุมกล้องหลาย ๆ มุมไม่ส่งงานภาพให้ดูดี ไม่ขับส่งอารมณ์เนื้อเรื่อง แถมบางฉากเข้าขั้นน่ารำคาญ  เสียดายของสุด ๆ

และจากที่ช่วงครึ่งแรกมัวแต่โชว์ของนั่นเอง ทำให้พาร์ทเนื้อเรื่องนั้นไม่ไปไหน และทำให้เหมือนต้องรีบเล่า และสะเปะสะปะสุด ๆ ส่วนที่ควรเน้นไม่เน้น แตะนู่นนิดแตะนั่นหน่อย และหลายอย่างก็ไม่เคลียร์เป็นอย่างยิ่ง คือไม่ขาดไปเลย ก็ล้นไปเลย (ความพอดีอยู่ที่ไหน) และทำให้ประเด็นต่าง  ๆ มันไม่สุด การปูพื้นมาให้ดราม่าตอนท้ายนั้นค่อนข้างพัง ทั้ง ๆ ที่เล่นประเด็นมาดีแล้ว มีสิ่งดี ๆ ให้แง่คิดหลายอย่าง แต่เสียดายที่มันน่าจะทำได้สุดมากกว่านี้

งานคอสตูมและหน้าผมของสามเทวี คือพังพินาศที่สุดของเรื่อง คือไม่แน่ใจนะว่าต้นฉบับหนังสือเป็นยังไง แต่พอมาขึ้นจอแล้ว มันดูประหลาด ดูไม่น่าอภิรมย์ตา เหมือนอารมณ์หนังจักร ๆ วงษ์ ๆ วันอาทิตย์เช้า โดยเฉพาะชุดของโอปราห์ที่ทำให้เราเหวอได้ทุกครั้งที่นางขึ้นจอ

การแสดงของแต่ละคนนั้นถือได้ว่าเข้าขั้นดี ไม่ว่าจะเป็นตัวหลักตัวประกอบถือว่าทำหน้าที่ได้ดี ตัวเอกที่แสดงเป็นเม็ก และนักแสดงเด็กฟิลิปปินส์ที่แสดงเป็น ชาร์ล วอลเลซ นั้นต้องบอกเลยว่าน่าจับตามองสุด  ๆ ส่วนสามแม่ครัวนั้น ทำได้ดีทีเดียว มีความเป็นตัวแม่ ที่ไม่ยอมให้ใครเด่นกว่าใคร แต่ละนางล้วนมีรัศมีที่ดี โดยเฉพาะรีส วิธเธอร์สปูน ที่การแสดงของเธอทำให้ย้อนนึกถึงคาแรคเตอร์ใน Legally Blond ที่มีจริตจะก้านสูง แต่กลับทำได้น่ารักน่าเอ็นดู เหมือนบท เอฟฟี่ ใน Hunger Games ที่เล่นโดย Elizabeth Banks คือนางมีความน่ารัก น่าเอ็ดดู แม้จะสะดีดสะดิ้ง (ถ้าคนอื่นเล่นคงน่าหมั่นไส้)

ที่โดดเด่นและช่วยชีวิตหนังจริง ๆ คือหนุ่มน้อยวัยขบเผาะ Levi Miller คือจากเรื่อง Pan ก็ดูธรรมดา ส่วน Bad Neighbor ก็ยังดูดีขึ้นมาหน่อย แต่ยังเฉย ๆ (อาจเพราะบทจิต) แต่มาเรื่องนี้ บอกเลยว่า พลังทำลายล้างสูงมาก ๆ ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ละลายคาโรงได้เลย คือน้องเหมือนกำลังจะแตกหนุ่ม ทำให้มีความออร่าขั้นสุด ผิวขาวเนียน หน้าเป๊ะ และรอยยิ้มของน้องส่งมาทีนี่คือข้อเสียของหนังที่หงุดหงิดมาทั้งหมดนี่แทบจะหายไป (เป็นผู้ชายยังเคลิ้ม คิดดู)

สรุปคือ หนังเล่นประเด็นที่ดีหลายประเด็น เนื้อหาดี งานวิชวลสุดตระการตา นักแสดงเล่นได้ดี แต่เล่าเรื่องได้สะเปะสะปะ ไม่ขาดก็ล้น ไม่สุดสักทาง คอสตูมโอปราห์พังพินาศมาก ความออร่าและรอยยิ้มของน้องเลวี มิลเลอร์คือสิ่งที่ช่วยชีวิตหนัง

Score : 5.5/10

#aWrinkleInTime  #BornToSeeMovies #เกิดมาเพื่อดูหนัง
Cr.@Ik^Q^San

แสดงความคิดเห็น