รีวิว Destiny: The Tales Of Kamakura

คะแนนจากผู้ชม

คุณจะให้ 1 คะแนนคุณจะให้ 2 คะแนนคุณจะให้ 3 คะแนนคุณจะให้ 4 คะแนนคุณจะให้ 5 คะแนนคุณจะให้ 6 คะแนนคุณจะให้ 7 คะแนนคุณจะให้ 8 คะแนนคุณจะให้ 9 คะแนนคุณจะให้ 10 คะแนน ( ยังไม่มีคะแนน )
Loading...

Review No.033/2018

Destiny: The Tales Of Kamakura

Genre : Fantasy

Rate : G

Runtime : 129 นาที

Release Date : 01 March

 

รีวิว Destiny: The Tales Of Kamakura

 

เรื่องราวเกี่ยวกับนักเขียนวัยกลางคนที่เพิ่งแต่งงานกับภรรยาที่อายุห่างกันมากน่าจะเป็นรอบได้ (อารมณ์เรื่อง Sensei) และทีนี้อาจารย์ท่านนี้ซึ่งเป็นที่เคารพรักของคนในเมืองก็ได้พาภรรยาเข้ามาอยู่ที่บ้านตัวเองณเมืองคามาคุระซึ่งเป็นเมืองสมมติโดยหนังปูมาว่าเมืองนี้นั้นมีไอปิศาจเข้มข้นมาตั้งแต่โบราณทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นปิศาจมองเห็นวิญญาณและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้แบบปกติ

ไม่อยากที่จะเล่าส่วนของเนื้อเรื่องเพราะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์มากมายหนังทำออกมาได้กลิ่นเรื่อง Spirited Away มากในการผจญภัยในโลกวิญญาณถึงแม้ว่า CG จะไม่ได้เนียนกริบสมจริงมีลอยๆอยู่พอสมควรแต่ออกแฟนตาซีสไตล์ญี่ปุ่น (คุณภาพระดับใกล้เคียงกับ Ajin, Parasyte และ Tokyo Ghoul) แต่ถือว่าตัว CG สามารถส่งเสริมตัวเรื่องได้เป็นอย่างดีการออกแบบปิศาจต่างๆได้อย่างสร้างสรรค์น่าตื่นตาถ้าเป็นแฟนๆการ์ตูนหรือหนังหรือปิศาจญี่ปุ่นแล้วล่ะก็จะฟินมากเราจะได้เห็นปิศาจที่รู้จักเข่นกัปปะวิ่งผ่านไปมาหรือเทพที่คุ้นเคยออกมาให้เห็นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากในยมโลกที่งามงดมาก

ช่วงแรกเป็นการแนะนำเมืองคามารุระผ่านสายตาของนางเอกที่จะค้นพบอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมืองหรือเรื่องภายในบ้านที่สามีปกปิดเป็นความลับหนังค่อยๆใช้เวลาในส่วนนี้ค่อนข้างเยอะเพื่อพาเราทำความรู้จักกับนิสัยนางเอกและพระเอกทำให้ตอนต้นมีช่วงนิ่งๆเอื่อยๆบ้างแต่พอเข้ากลางเรื่องไปแล้วหนังเดินหน้าไปสุดทางในสิ่งที่หนังต้องการนำเสนอได้อย่างเต็มที่

หนังเริ่มปูทางจากความเป็นหนังลึกลับแฟนตาซีก้าวไปสู่ความดราม่าโรแมนติคซาบซึ้งได้แบบดีมากๆและทั้งหมดนี้เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันและความน่ารักในแบบที่ต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แต่แอบคิดว่าหนังปูความสัมพันธ์ของพระนางได้ไม่ลึกพอแม้จะใช้เวลาเกือบครึ่งแรกในการทำความรู้จักแต่ด้วยการที่ปูไม่ลึกและชัดเจนแต่เหมือนเล่าไปเรื่อยๆมีทั้งโหมดสืบสวนสอบสวนโหมดเคลียร์ปัญหาชาวบ้านโหมดวุ่นวายกับเทพฯลฯที่มันเยอะจนทำให้เล่าพล้อตหลักไม่ลึกทำให้อิมแพ็คท้ายเรื่องแอบอ่อนไปหน่อยแอบเสียดายว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้แต่ก็ถือว่าภาพรวมทำได้ดีอยู่

แนวทางการแสดงก็ตามสไตล์ผู้กำกับเลย Always ไตรภาคเล่นใหญ่แบบไหน Destiny ก็เล่นรัชดาลัยแบบนั้นซึ่งมีความรู้สึกเป็นละครเวทีหรือการ์ตูนแต่ด้วยความที่ “ทุกอย่าง” เล่นใหญ่มันเลยดูเป็นความปกติในเรื่องที่ถือว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับจริงๆแถมยังมีนักแสดงขาประจำของผู้กำกับมาเล่นด้วย 2 คนลองไปหากันดูและมีฉากที่เป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับที่ชัดเจนมากทั้งโทนอารมณ์และมุมกล้องซึ่งทำได้ประทับใจมากๆ

ดนตรีประกอบใช้บริการคอมโพเซอร์คู่ใจจากทั้งไตรภาค Always และ Stand by ME : Doraemon ส่วนที่ดีคือหนังทำโทนเพลงออกมาได้ในโทนแฟนตาซีลึกลับน้าค้นหาได้ดีทำให้หลายๆฉากดูแพงมากแต่ที่น่าเสียดายคือไม่มี Theme หรือเมโลดี้ให้น่าจดจำจนติดหูได้เลยและส่วนของดราม่านั้นก็ไม่ทำได้ซาบซึ้งเท่างานเก่าๆแอบเสียดายจุดนี้มากๆ

แต่อย่างไรก็ถามภาพรวมถือว่าดีเลยทีเดียวหลายๆฉากมีแฝงประเด็นข้อคิดที่ดีมากๆและหลายๆฉากก็ทำได้ซาบซึ้งน่าประทับใจมีน้ำตารื้นๆได้พอสมควรเลย

สรุป

คือเป็นหนังแฟนตาซีสนุกหลากรสโรแมนติคตลกดราม่าน่ารักลึกลับซาบซึ้งที่เล่นใหญ่รัชดาลัยตามสไตล์ผู้กำกับผสานด้วยข้อคิดดีๆและงานภาพที่งามงดปิดจบด้วยความประทับใจได้กลิ่นอาย Spirited Away

Score : 8.5/10

#DestinyTheTalesOfKamakura #BornToSeeMovies #เกิดมาเพื่อดูหนัง

Cr.@Ik^Q^San

แสดงความคิดเห็น