รีวิว ของขวัญ

คะแนนจากผู้ชม

คุณจะให้ 1 คะแนนคุณจะให้ 2 คะแนนคุณจะให้ 3 คะแนนคุณจะให้ 4 คะแนนคุณจะให้ 5 คะแนนคุณจะให้ 6 คะแนนคุณจะให้ 7 คะแนนคุณจะให้ 8 คะแนนคุณจะให้ 9 คะแนนคุณจะให้ 10 คะแนน | 7.88 / 10 คะแนน จากผู้ชม 8 คน
Loading...

Review (No.178/2017)

ของขวัญ

ประเภท : Drama

Rate : G

ความยาว 145 นาที

กำหนดฉาย 28 Oct 2017

รีวิว ของขวัญ

รีวิว (ดูมาแล้วเข้ามาให้คะแนนในเว็บกันด้วยนะ)

ของขวัญ 4 กล่องที่จะส่งมอบแรงใจในการส่งต่อความดี

หนังสั้น 4 เรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 และยิ่งได้ดูตัวอย่างแล้วก็ยิ่งทวีความอยากดูมากขึ้นและเมื่อได้ดูก็ต้องบอกเลยว่าไม่ผิดหวังกับหนังที่พร้อมใจในการส่งต่อความดีและความรักไปให้โดยทั่วกันโดยได้ 4 ผู้กำกับคุณภาพนนทรีนิมิบุตร, มะเดี่ยวชูเกียรติศักดิ์วีระกุล, โขมก้องเกียรติโขมศิริและปรัชญาปิ่นแก้วที่ตั้งใจทำหนังเรื่องนี้มอบให้เป็นของขวัญแก่คนไทยซึ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นภายในระยะเวลาที่จำกัด

ในขณะที่ดูนั้นต้องยอมรับว่าในทีแรกอาจยังไม่ได้เข้าใจในบางอย่างนักเพราะนี่ไม่ใช่หนังที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกันทั้งสี่เรื่องแต่เป็นเพียงแค่การเอาหนังสั้นเรื่องละราวๆ  35 นาทีมาต่อกันทำให้อารมณ์อาจประดักประเดิดไปบ้างช่วงเปลี่ยนเรื่องและแต่ละเรื่องก็มีสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูงแต่เมื่อดูจบและมานั่งตกตะกอนกับสิ่งที่ได้ดูไปกลับพบว่าหนังให้อะไรเรามากกว่าที่คิดโดยเฉพาะเมื่อได้มองภาพรวมใหญ่ของหนังทั้ง 4 เรื่องที่ต้องบอกว่ารู้สึกอิ่มเอมตื้นตันและได้พลังในการใช้ชีวิตมากๆและเอาเข้าจริงๆหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้มีการพูดถึงพระราชกรณียกิจหรือพระราชดำรัสแบบตรงๆเลยจะมีแค่การแพนกล้องไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ให้เราได้เห็นชัดๆหรือการกล่าวถึงและเปรียบเทียบแบบอ้อมๆไม่ได้จงใจกล่าวถึงโดยตรงเหมือนหนังเทิดพระเกียรติทั่วไปแต่ว่าตลอดทั้งเรื่องเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราจะคิดถึงพระองค์ท่านและระลึกถึงเรื่องราวของท่านได้อย่าง

ดอกไม้ในกองขยะภาคกลาง

ผลงานของนนทรีนิมิบุตรผู้กำกับนากนาคและ 2499 อันธพาลครองเมืองเรื่องราวของครอบครัวของชายที่ชื่อว่าจุกที่ประกอบอาชีพเก็บขยะที่มีลูกชายวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ติดการพนันอย่างบุญและลูกสาวคนเล็กอย่างผึ้งนักเรียนวัยมัธยมที่มีความต้องการอยากได้ของดีๆมาใช้เช่นโทรศัพท์มือถือใหม่ตามอย่างที่วัยรุ่นเขามีกันเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อบุญได้ติดหนี้การพนันก้อนใหญ่กับโต๊ะบอลจนโดนไล่ล่าส่วนผึ้งที่ผิดใจกับพ่อเรื่องโทรศัพท์จนเสาะหาช่องทางที่จะได้เงินใช้โดยการเข้าหนทางแห่งการล่อลวงที่อันตราย

หนังเน้นประเด็นของความซื่อสัตย์ที่ทำให้นึกถึงความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะคณาจารย์โรงเรียนต่างๆณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานวันที่๑๘มีนาคม๒๕๒๓ความว่า “…ผู้ที่ทีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจแม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริตไม่มีความบริสุทธิ์ใจ…” ซึ่งหนังก็ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดีและยังรวมถึงเน้นที่ความรักความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่บอกได้เลยว่าบางฉากอาจทำให้คุณเสียน้ำตาได้ง่ายๆ

หนังเรื่องแรกนี้ทำได้ออกมาดู “เข้าถึง” กับคนธรรมดาได้อย่างไม่ยากเย็นในการเลือกที่จะนำ “คนเก็บขยะ” มาเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่องรวมถึงลูกๆที่ติดการพนันและวัตถุนิยมไม่เห็นคุณค่าในตนเองส่งผลมาสู่ปัญหาในครอบครัวความไม่เข้าใจกันการทดลองให้ทำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆซึ่งปัญหาที่หนังนำเสนอไม่ต่างอะไรกับที่คนทั่วไปเจอซึ่งต้องบอกว่าทำมาได้สมจริงและดูดาร์กในระดับนึงสะท้อนสภาพสังคมปัจจุบันให้เห็นได้ชัดเจนทำให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวได้ดีมาก  ๆและฮุกอารมณ์คนดูได้อยู่หมัดเป็นโทนดราม่าครอบครัวที่หนักที่สุดใน 4 เรื่องและโยนปัญหาเข้ามาแบบหนักหน่วงจนดูมืดไปหมดแต่ก็เล่าในแบบที่ไม่หนักจนเครียดเกินไปส่วนการแสดงต้องบอกว่าน้องพรีมชนิกานต์นั้นเล่นได้ดีจริงๆจนต้องยกนิ้วให้ส่วนการกลับมาขึ้นจออีกครั้งของเอ็มสุรศักดิ์ก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวแต่น่าเสียดายในหลายๆจุดที่หนังหาทางลงง่ายเกินไปและทิ้งท้ายแบบให้คนดูไปคิดกันต่อเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแบบไม่เคลียร์ให้ชัดเจน

เมฆฝนบนป่าเหนือ – ภาคเหนือ

สำหรับเรื่องนี้กำกับโดย “มะเดี่ยวชูเกียรติศักดิ์วีระกุล” ผู้กำกับรักแห่งสยามและ Home ความรักความสุขความทรงจำที่เลือกเล่าเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในการเดินทางไปยังหมู่บ้านบนเขาที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือเพื่อทำโครงการค่ายอาสาในการปลูกป่าจำนวน 10 ไร่นำทีมโดย “แก็ป” นักศึกษาหนุ่มหล่อที่ไฟแรงหัวใจมุ่งมั่นเต็มด้วยอุดมการณ์อยากทำสิ่งดีๆให้สังคมให้กับโลกนี้เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานค่ายแต่แล้วเมื่อลงมือทำการปลูกป่าปรากฏว่าชาวบ้านนั้นก็จะใช้พื้นที่ตรงนั้นเพาะปลูกทำมาหาเลี้ยงชีพความต้องการจึงขัดแย้งกันแล้วชาวบ้านเองก็ไม่ได้มีแผนอะไรอยากทำก็มาทำกันเลยทำให้เกิดความขัดแย้งความไม่ลงรอยกันในกลุ่มเพื่อนๆเองก็เริ่มมีความไม่ลงรอยในขณะที่กลุ่มหนึ่งแค่อยากให้ได้เกรดที่ผ่านทำอะไรก็ได้แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็เปี่ยมความมุ่งมั่นอุดมการณ์ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้ว่าเป็นสิ่งดีทำแล้วต้องทำให้ครบและต้องบอกชาวบ้านให้เห็นความสำคัญของการปลูกป่ากับผลกระทบที่ส่งปัญหาระยะยาวของการทำไร้ข้าวโพดแต่ชาวบ้านก็เลือกที่จะแก้ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้ามากกว่า

พอดูเรื่องนี้จบแล้วก็มานึกถึงที่พระองค์ท่านตรัสไว้ว่าการที่เราจะไปพัฒนาที่ไหนซักที่หนึ่งเราควรจะรู้ความต้องการของคนในพื้นที่นั้นๆว่าเค้าต้องการอะไรการพัฒนานั้นมันถึงจะได้ผลและยั่งยืนซึ่งเป็นหลักการหลักของ “ศาสตร์พระราชา” ที่มีแนวทางในการดำเนินการคือ “เข้าใจเข้าถึงพัฒนา”  ซึ่งกลุ่มนักศึกษานี้ก็ต้องมีการเรียนรู้เกิดขึ้นและทำออกมาได้ดีทีเดียวในประเด็นของคนที่พยายามจะทำสิ่งดีๆให้กับโลกแต่มันก็มีอุปสรรคมีสิ่งที่ทำให้มันไม่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะเป็นวัยรุ่นที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะหรืออะไรก็แล้วแต่แต่ก็ทำให้นึกถึงพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสวนอัมพรเมื่อ 14 สิงหาคม 2525 ที่ว่า  “การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้าแต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัวแต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลังในการสร้างเสริมและสะสมความดี” ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นภาพของพระองค์ท่านที่ทำงานทำความดีมาทั้งชีวิตอย่างไม่ย่อท้อไม่ยอมแพ้แม้จะมีอุปสรรคมากมายทำจนวันสุดท้ายตรงจุดนี้ได้แรงใจแบบเห็นๆเลยว่าถ้าเราอยากจะทำอะไรดีๆต่อโลกเราก็อย่าไปย่อท้อในการทำความดีแม้ยากลำบากอย่ายอมแพ้แม้ไม่เห็นผลผิดพลาดก็เรียนรู้ไปพัฒนาปรับปรุงได้ให้ระลึกถึงพระองค์ท่านเอาไว้

หนังเล่าเรื่องในแบบหนังวัยรุ่นสไตล์ของมะเดี่ยวที่มีความน่ารักกุ๊กกิ๊กชวนจิ้นของรักในวัยรุ่นผนวกเข้ากับดราม่าของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแต่เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็น “จุดอ่อน” ที่สุดใน 4 เรื่องตรงที่ดูเหมือนว่าหนังทำมาสเกลค่อนข้างใหญ่แต่เลือกที่จะเล่าให้เล็กทำให้ประเด็นที่ควรถูกขับเน้นอ่อนลงไปมากแต่ไม่เน้นเรื่องความรักกุ๊กกิ๊กของวัยรุ่น (ซึ่งถือว่ามะเดี่ยวทำได้ดีมากในส่วนนี้ที่ทำให้หนังดูสนุกและมีโมเมนต์ชวนจิ้นอยู่เยอะมากๆ) นักแสดงนำอย่างน้องเฟมยังไม่มีพัฒนาการในการแสดงที่ดีนักแต่ก็ถือว่าได้แบบสอบผ่านอยู่แต่ขายความหล่อได้ดีบวกรอยยิ้มพิมพ์ใจกรุ้มกริ่มๆที่อาจทำให้หลายคนละลายคาจอได้แต่ส่วนที่ขอยกนิ้วให้คือการแสดงของอุ้มอิษยาที่ตีบทแตกเป็นธรรมชาติลื่นไหลและดูมีอะไรที่สุดเป็นเสน่ห์ของเรื่องที่สุดแล้วส่วนรุ่นใหญ่อย่างบุญส่งนาคภู่คนนี้ไม่ต้องว่าอะไรเลยสุดยอดอยู่แล้วนักแสดงประกอบที่เป็นชาวบ้านก็ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนจริงๆเพราะหลายฉากเหมือนการเอามาท่องบทแบบทื่อๆทำให้เรื่องอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดและรายละเอียดของฉากต่างๆก็ถูกรวบรัดมาอยู่ในคำบอกเล่าและบทสนทนาของตัวละครไม่มีการให้เห็นฉากป่าหรือการทำไร่ในมุมกว้างให้เห็นซึ่งน่าเสียดายแต่ในตอนท้ายก็สามารถสรุปปิดท้ายได้ดีเลยทีเดียว

สัจจะธรณี – ภาคใต้

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งและสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาสี่เรื่อง กับการกำกับของ “โขม ก้องเกียรติ โขมสิริ” ผู้กำกับ เฉือน, ลองของ, ไชยา และขุนพันธ์ ที่ถนัดในการนำเสนอความรุนแรงของสถานการณ์ต่าง ๆ กับเนื้อเรื่องที่เฉียบคม สำหรับเรื่องนี้เขาเลือกเล่าเรื่องความขัดแย้งในดินแดนภาคใต้ ที่โผล่มาก็เจอระเบิดกันแล้ว ทั้งเลือด ทั้งส่วนมนุษย์มีมาให้เห็นตั้งแต่เปิดเรื่องตามสไตล์ของก้องเกียรติ หนังเล่าเรื่องในมุมมองของชบา เด็กสาวชาวกรุงที่เกิดในภาคใต้จากแม่ที่หนีตามพ่อมาใช้ชีวิตใหม่ พ่อของเธอคือ “สะมะแล” ที่ถูกต้องสงสัยจากทางการและชาวบ้านว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และทิ้งลูกเมียหนีไป ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของแม้และชบาไม่สู้ดีนัก และแม่เองก็ไม่เคยเล่าเรื่องของตัวเองหรือพ่อให้ชบาฟัง ทำให้ชบาเลือกที่จะหนีขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อไปตามหาครับครัวของแม่เพื่อสืบสาวราวเรื่อง ทำให้เธอพบกับความลับของพ่อที่แม่ไม่เคยเล่าให้ฟัง ซึ่งทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป

หนังเรื่องนี้สะท้อนพระราชดำรัสและสิ่งที่พระองค์ท่านทรงเน้นเสมอมานั่นคือ”ความรักความสามัคคีของคนในชาติ” โดยเลือกเน้นที่เรื่องของ “ดิน” ที่สื่อว่าดินนั้นเปรียบเทียบได้กับพระนามของพระองค์ท่าน “ภูมิพล” พลังของแผ่นดินและยังรวมไปถึงความหมายของดินที่ว่าดินเป็นศูนย์รวมของทุกสิ่งไม่มีการแบ่งแยกสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทในพิธีสวนสนามทหารรักษาพระองค์ณลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2505 ที่ว่า  “…คราวใดที่ชาวไทยมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อประเทศชาติแล้วชาติก็ได้รอดพ้นจากภัยพิบัติสู่ความสุขความเจริญแต่คราวใดที่ขาดความสามัคคีกลมเกลียวกันก็ต้องประสบเคราห์กรรมกันทั้งชาติจึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะต้องร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด…” ซึ่งหนังสะท้อนเรื่องนี้ออกมาได้อย่างชัดเจนรวมถึงเรื่องความเชื่อมั่นภายในครอบครัวที่นำเสนอได้อย่างซาบซึ้งใจมากเลยทีเดียว

สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ถือได้ว่า “เข้มข้น” และ “รุนแรง” ที่สุดในทั้ง 4 เรื่องและเป็นหนังสไตล์ “ก้องเกียรติ” แบบจัดเต็มมากไม่ว่าจะเป็นฉากระทึกที่ทำได้กดดันชวนลุ้นฉากความรุนแรงที่แม้เรื่องที่จะไม่สามารถเห็นอะไรได้ชัดด้วยเรทแต่ก้องเกียรติสามารถเล่าเรื่องออกมาให้เรารู้สึกหดหู่ใจไปกับความรุนแรงจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีสำหรับการแสดงนั้นเป็นการดึงเอานักแสดงรุ่นเก๋าอย่างเออัญชลีหัสดีวิจิตรพี่สาวของโยยศวดีกลับมารับบทรุ่นแม่ถึงแม้นะจะเล่าเรื่องเข้มเข้นและรุนแรงแต่ก็ถือได้ว่าเป็นหนังที่ดูง่ายที่สรุปและบทสรุปที่ดีที่สุดในทั้งสี่เรื่องเป็นงานของก้องเกียรติอีกชิ้นหนึ่งที่ดีทีเดียว

The Letter – ภาคอิสาน

มือการกำกับของปรัชญาปิ่นแก้วผู้กำกับองค์บากและต้มยำกุ้งที่เลือกจะเราเรื่องราวผ่านมุมมองของเด็กแบบใสๆ  สไตล์ดิสนีย์แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ใหญ่ได้ดูก็จะพบกับความจริงบางอย่างที่สามารถประยุกต์ได้ทุกยุคสมัยในเรื่องของความตั้งใจทีจะทำอะไรดีๆให้ใครสักคนกับเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ห้องการส่งจดหมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 จนนำมาสู่การผจญภัยตามรอยจดหมายที่ดูสนุกเหลือเชื่อและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ

หนังสะท้อนถึงเรื่องราวของการตั้งใจทำความดีเพื่อใครสักคนที่ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจอย่างไม่หยุดยั้งและไม่ย่อท้อที่จะทำต่อไปทำให้นึกถึงพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่๒๐ตุลาคม๒๕๒๐ที่ว่า “การทำความดีนั้นสำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวเองผู้อื่นไม่สำคัญและไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเป็นห่วงหรือต้องรอคอยเขาด้วยเมื่อได้ลงมือลงแรงกระทำแล้วถึงแม้จะมีใครร่วมด้วยหรือไม่ก็ตามผลดีที่ทำจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน” ซึ่งหนังตอนนี้สะท้อนภาพของเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนถึงเรื่องความดีที่สำคัญสุดอยู่ที่ตัวเองและผลนั้นย่อมเกิดขึ้นและทุกสิ่งที่เราทำย่อมมีคนได้รับผลจากความดีนั้นและพ่อหลวงของเราก็มองเห็นมาจากบนฟ้าด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่องนี้เป็นหนังที่มีโทนสดใสที่สุดดูแบบสบายๆอมยิ้มหัวเราะอิ่มเอมไปได้ตลอดเรื่องซึ่งหนังเลือกที่จะทำในรูปแบบของ “หนังที่ไม่มีบทพูด” เหมือนพยายามจะทำในสไตล์ของหนังที่เน้นการเล่าเรื่องผ่านสีหน้าท่าทางของตัวละครมีบทพูดนิดหน่อยและการแสดงของด.ช.ฐิรพจน์ต่วนสวัสดิ์ที่มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์กับการแสดงที่บอกได้ว่าทำได้ดีทีเดียวกับผลงานเรื่องแรกที่ทำเราชวนลุ้นและติดตามการผจญภัยไปกับหนังเรื่องนี้น้องเล่นได้เป็นธรรมชาติมากฉากร้องไห้ก็ร้องจนขี้มูกโป่งและดนตรีประกอบก็เป็นเครื่องดนตรีคลาสสิคที่มาในสไตล์ดีสนีย์ชัดเจนแต่อยากจะขอเตือนไว้ก่อนว่าหนังในตอนนี้นั้นให้เราทิ้ง “ตรรกะ” ไปก่อนและใช้ “ใจ” ในการดูเพราะหนังเลือกที่จะทำในแบบแฟนตาซีเล็กๆจนน่าทึ่งกับในตอนจบเรื่องเพราะถ้าใช้ตรรกะในการดูเราจะมีแต่คำถามในหัวในการผจญภัยตามซองจดหมายของเขาจากตู้ไปรษณีย์ในขอนแก่นมาจนถึงกรุงเทพฯทำให้เราอาจตั้งคำถามถึงการกินนอนเบื้องหลังของเด็กครอบครัวและอื่นๆอีกมากรวมถึงความง่ายๆของการเดินทางที่ไม่รู้ว่าจะกลับยังไงซึ่งหนังตบท้ายด้วยบางอย่างที่ชวนอึ้งอยู่เหมือนกันซึ่งดูตอนแรกออกจะเหวอๆกับการที่หนังเรื่องจบแบบนี้แต่เมื่อมาตกตะกอนแล้วกลับทำให้คิดคำถึงถึงหลายๆอย่างได้อย่างน่าประหลาดใจ

หนังทั้งสามเรื่องยกเว้นเรื่องสุดท้ายน่าเสียดายตรงเรื่องข้อจำกัดของเวลา ที่สเกลหนังสามารถทำให้เป็นหนังยาวได้เลย แต่ก็สามารถทำได้เท่านี้ทำให้หนังดูไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควรจะเป็น (แค่นี้ก็ยาว 145 นาทีแล้ว) และหนังทำออกมาในโทนจริงจังซะส่วนใหญ่และแอบย่อยยากเล็กน้อยในบางเรื่อง ต้องใช้ความคิดและการตีความพอสมควรในการดู ไม่ได้ทำมาแบบหวานเย็นกินง่ายฟีลกู้ดเหมือนหนังอีกค่ายก่อนหน้า ซึ่งเรื่องนี้เลือกที่จะตั้งคำถามให้เราได้คิดใคร่ครวญในหลาย ๆ อย่างจากการดูหนังจบ และเมื่อได้ตกตะกอนแล้วเราจะพบว่าหนังเรื่องนี้นั้นมี ”สาระ” ที่ทำให้เรา อิ่มเอม ตื้นตัน เปี่ยมแรงบันดาลใจ และได้กำลังใจในการสู้ชีวิต กับการที่เราได้เห็นมุมชีวิตของคนสี่กลุ่มจากทั้งสี่เรื่อง ที่เป็นแรงผลักดันให้เราทำความดีด้วยความตั้งใจ เต็มใจ และด้วยรอยยิ้ม ในการที่จะอดทนสู้ฟันฝ่าต่ออุปสรรคปัญหา ความเข้าใจผิด อย่ายอมแพ้แม้ยังไม่เห็นผล แต่ให้ทำด้วยความสุขที่รู้ว่าสิ่งเราทำนั้นคือความดี อย่างบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่านอย่างเรื่อง “ติโต ผู้ปิดทองหลังพระ” และส่งต่อความดีนี้ออกไปเพื่อคนในชาติและในโลกนี้ได้ได้รับสิ่งดี ๆ ร่วมกัน ให้การกระทำของเราดังออกไปมากกว่าคำพูดของเรา ว่าเรา “รักในหลวง”

แอดชอบเนื้อเพลงของคริสเตียนในชื่อเพลงว่า “อยู่เพื่อรับใช้” ในท่อนสุดท้ายของเพลงบอกว่า “ให้การรับใช้ (พระเจ้า) พูดแทนหัวใจว่ารักพระองค์” ซึ่งแอดคิดว่าเราสามารถใช้บริบทนี้ได้กับการถวายงานให้ในหลวงของเรา #ทำดีเพื่อพ่อไม่ใช่แค่ด้วยคำพูดแต่ด้วยการกระทำด้วยความรักและความสามัคคีซึ่งกันและกันเมื่อนั้นผมเชื่อว่าพ่อจะมองเรามาจากฟ้าด้วยความภาคภูมิใจและสิ่งนี้เป็น “ของขวัญ” ที่ดีที่สุดที่เราให้พ่อได้ร่วมกัน

#ของขวัญ #เกิดมาเพื่อดูหนัง

Cr.@Ik^Q^San

แสดงความคิดเห็น