รีวิว The Emoji Movie

คะแนนจากผู้ชม

คุณจะให้ 1 คะแนนคุณจะให้ 2 คะแนนคุณจะให้ 3 คะแนนคุณจะให้ 4 คะแนนคุณจะให้ 5 คะแนนคุณจะให้ 6 คะแนนคุณจะให้ 7 คะแนนคุณจะให้ 8 คะแนนคุณจะให้ 9 คะแนนคุณจะให้ 10 คะแนน | 7.00 / 10 คะแนน จากผู้ชม 1 คน
Loading...

Review (No.147/2017)

The Emoji Movie

ประเภท : Animation

Rate : G

ความยาว 90  นาที

กำหนดฉาย 31 Aug  2017

 

รีวิว The Emoji Movie

รีวิว

หนังอนิเมชั่นจากโซนี่ สตูดิโอ ที่ไม่แน่ใจว่าหนังถูกดองไว้นานแล้วและเพิ่งปล่อยออกมาหรือเปล่า เพราะเอาเข้าใจ Emoji มันดังมานานแล้ว จนชาวบ้านชาวช่องเขาให้สติ๊กเกอร์กันไปหมดละ เหมือนมันมาฉายผิดเวลาไปหน่อย (อารมณ์เดียวกับ Angry Bird ที่กระแสเกมส์มันซาจนเงียบแล้วหนังเพิ่งปล่อย มันเลยตีตลาดไม่ได้มาก หรือแม้แต่ Valerian เองที่พล็อตแบบนี้มันใช้ดีหากเป็นสิบปีก่อน แต่มาฉายตอนนีมันเชยสิ้นดี) ต้องบอกไว้ก่อนว่า ตั้งแต่แว๊บแรกที่ผ่านตาหน้าหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์หรือตัวอย่าง ต้องบอกได้ว่าไม่มีความอยากดูเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกว่าเจ้า Emoji ด้วยตัวคาแรคเตอร์ของมันไม่ได้มีเสน่ห์ดึงดูดชวนให้เข้าไปดูได้ขนาดนั้น ทำให้ก่อนเข้าไปดูนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรเลยแม้แต่น้อย เข้าไปดูแบบปล่อยตัวปล่อยใจเลยก็ว่าได้

แต่พอได้ดูแล้วกลับรู้สึกว่า เออ มันก็ไม่ได้เลวร้ายแบบที่เขาว่ากันขนาดนั้นนะ คือหนังมันไม่ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แย่มากขนาดนั้น คือมันสามารถพอดูได้เพลิน ๆ ไม่สนุกมาก แต่ก็ไม่ได้น่าเบื่อจัดจนต้องเดินออกจากโรง แต่ทีนี้อย่างที่บอก มันเหมือนมาผิดเวลา และหลาย ๆ อย่างในหนังเหมือน “ได้รับแรงบัลดาลใจ” จากเรื่องอื่น ๆ มาค่อนข้างเยอะ หนังมันเลยจับตัวเองไม่ได้ว่าตกลงจะเล่นกับประเด็นไหนเป็นหลัก

เรื่องมีอยู่ว่าในมือถือเนี่ย มีเมืองที่ชื่อว่า Textopolis เป็นที่อยู่ของพวก Emoji ที่เกิดมาแบบไหน ก็ต้องทำหน้าที่แบบนั้น เช่นหน้าหัวเราะ เอ็งก็ต้องหัวเราะ แม้แขนจะแตก อกจะหัก ตัวร้องไห้ ก็ต้องร้องไห้ แม้จะถูกล็อตเตอรรี่รางวัลที่ 1 ทุคนมีอยู่หน้าที่เดียว เพื่อแสกนไปโผล่ในช่องแชตเวลาที่อเล็กซ์เจ้าของโทรศัพท์เลือก Emoji แต่ละหน้า และตัวเอกของเราชื่อว่า “จีน” เป็น Emoji อารมณ์ Meh หรือชื่อไทยคือ “เฉย ๆ” “งั้น ๆ” ดันมีความประหลาดที่เปลี่ยนเปลี่ยนสีหน้าได้ และไม่ค่อยแสดงดีหน้าแบบ Meh ออกมา ด้วยความประหม่าจึงพังทั้งแต่วันแรกที่ทำงานสแกนเข้าช้องแชต ทำให้ถูกระบุตัวว่าเป็นพวก malfunction ทำงานผิดปกติ และต้องโดนลบออกจากระบบ ทำใหเขาต้องหนีออกไปจากเมืองเพื่อตามหาแฮกเกอร์ที่ชื่อ “เจลล์เบรก” เพื่อที่จะรีเซ็ทระบบของเขาให้กลับมาเป็น Meh เหมือนเดิมเพื่อจะทำงานได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก ไฮไฟว์ อดีต Emoji ยอดนิยมที่ตอนนี้ตกอับ ไม่มีการใช้งาน ต้องการได้รับการรีเซ็ตเพื่อกลับมาดังอีกครั้งเช่นกัน ซึ่งในขณะเดียวกันการรวนของระบบมือถือทำให้อเล็กซ์ตัดสินใจเอามือถือไปซ่อม และอาจเกิดการล้างระบบ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างต้องถูกลบทิ้งไปตลอดการ ทางคณะกรรมการจึงมีมติให้ออกตามลบจีนให้ได้

 

ดูจากเรื่องย่อแล้ว ถ้าใครที่ดูหนังบ่อย จะพบว่าพล็อตเรื่องนั้นค่อยข้างไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย ตัวหนังมีคอนเซ็ปต์ การดำเนินเรื่อง ราวกับว่า “ถอด” มาอยาก Inside Out และ Wreck it Ralph + Tron ยังไงยังงั้น พูดถึงตัวละครที่โดนขีดกรอบและตัดสินจากสังคมว่าเป็นคนแบบนั้น ๆ และพอผิดแผกไปก็ไปออกเดินทางตามหาตัวตนหรือเปลี่ยนแปลงตัวตน เป็นแนว Coming Of Age กลาย ๆ ซึ่งพล็อตแบบนี้ค่อนข้างเกร่อไปซะแล้ว และตอนออกเดินทางออกมานอก Textopolis ที่ต้องไปผจญ App ต่าง ๆ คือแทบใช้ไอเดียของ Inside Out และ Wreck it Ralph + Tron กลาย ๆ แต่ทำได้ไม่ถึงเลย ไม่สามารดึงเสน่ห์ของแต่ละ App ที่ต้องการโชว์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ฉาก App เถื่อน ฉาก Instagram, Youtube, Candy Crush, Trash Can คือเฝ้ารอว่าจะทำอะไรได้มากกับ App เหล่านี้ แต่กลับเป็นว่า ไม่น่าตื่นตา ไม่รู้สึกว้าว มีเสน่ห์ แปลกใหม่ ย้อนวัย หรือสร้างเซอร์ไพรส์ได้เหมือนกับฉากในเกมส์ต่าง ๆ ใน Wreck it Ralph หรือฉากองค์ประกอบต่าง ๆ ในสมองของมนุษย์ใน Inside Out คือมันทำออกมาได้ Meh มาก  ๆ มีเรียกเสียงฮานิดหน่อยได้ตรง Youtube แต่ก็ฮาแบบ Mehๆ และฉากที่ควรจะปังอย่าง Just Dance ที่ลงทุนเอาเจ้ติ๊นามาพากย์เสียง กลับเป็นความลักลั่นของหนัง มันพยายามบิวท์ให้เห็นถึงจุดดีของตัวละครแต่ละควร ความผูกพันที่เพิ่มกันมากขึ้น ดนตรี แสงสีเสียงอะไรมันมาปังมาก แต่ที่ทำลายฉากนี้คือ Movement ของตัวละครที่มันไม่ส่งใด ๆ สีหน้าตัวละครก็แค่เปลี่ยนไปมา รวมถึงฉากก็ไม่ได้อลังเวอร์วังจนเราร้องว้าวได้ มัน Meh ไปหมด และฉากสำคัญอย่างไคลแมกซ์ที่ Cloud มันควรจะวิลิสมาหรา ดูแพง ดูงดงาม แต่กลายเป็นว่ามันธรรมดากว่าฉาก Just Dance เสียอีก

หนังพยายามให้ตัวละครแต่ละตัวมีมิติ มีปม (แม้แต่ตัวละครพ่อแม่) โดยเฉพาะตัวของจีน แต่หนังไม่สามารถผลักดันเราไปให้ซาบซึ่งกับตรงนั้นได้ รวมถึงตัวละครบางตัวก็แบนราบ บทจะใส่ให้มีปมหรือดราม่าก็ยัดมาดื้อ ๆ แบบดูผิดที่ผิดทาง รวมถึงหนังมีความจิกกัดพฤติกรรมเสพย์ติดโซเชียล และบรรดาเน็ตไอดอลต่าง ๆ เข้ามาประปราย แต่ก็ไม่ได้ขยี้ประเด็นหรือเน้นย้ำอะไรมากมาย สิ่งที่เด่นชัดของเรื่องนี้ทีพอจะเป็นจุดดีจริง ๆ ได้คือเรื่องของมิตรภาพ เพื่อนที่ไม่ทิ้งกัน ต้องก้าวไปด้วยกันไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เอาจริง ๆ ประเด็นหลักของหนังยังพังในตัวมันเอง คือเพราะการแสดงออกเพี้ยน ๆ ของจีนทำให้อเล็กซ์คิดว่าโทรศัพท์รวน จะเอาไปซ่อมโดนการล้างข้อมูลซึ่งจะทำให้ทุกคนโดนลบ(ตาย)หมด ในขณะเดียวกันก็มีคนตามล่าจีนเพื่อจะลบเขาทิ้งซะเพื่อจะให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ในขณะที่จีนก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยว่าตัวเองเพิ่งก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ และประเด็นตรงนี้ได้ถูกละเลยให้จบแบบโลกสวยอย่างน่าเสียดาย แต่อย่างที่บอกว่า ถ้าเราโดยนตรรกะทิ้ง เข้าไปดูแบบปล่อยตัวปล่อยใจ เรายังพอดูได้สนุก ๆ และเพลิน ๆ ได้ (มันไม่ได้แย่ติดลบขนาดนั้น)

ความจริงแล้วต้องบอกว่าด้วยเอกลักษณ์ ตัวละคร App ต่าง ๆ  โครงเรื่อง หรือแม้แต่ประเด็นปัญหาเรื่องต่าง ๆ เช่น การเสพมือถือในปัจจุบัน สังคมที่ตัดสินคนด้วยกรอบ ด้วย Tradition และการก้าวผ่านวัยหรือค้นหาตัวตน  คือหนังมีต้นทุน คอนเซ็ปต์และวัตถุดิบชั้นเลิศมาก ๆ อยู่แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ามันจับฉ่าย มันสะเปะสะปะ อยากยัดอะไรก็ยัดลงมา อยากแซวอะไรก็จิกหน่อยพอเป็นพิธี อยากโชว์ของแต่ก็ดันไม่ดันให้สุด ทำให้มันไปไม่ถึงดวงดาว ไม่แม้แต่จะออกนอกชั้นบรรยากาศโลก ถึงแม้จะไม่อยากเปรียบเทียบ แต่ก็ทำให้อดเทียบกับสองเรื่องบนที่กล่าวมาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่หนังมีความสามารถนำเสนอความเป็นตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่กลายเป็นว่าดันไปเอาแบบของสองเรื่องบนในเรื่องการดำเนินเรื่อง บรรยากาศ Mood and Tone  ออกมาให้เหมือนเกินไปอย่างน่าเสียดาย และจุดด้อยเด่นสุดของเรื่องคืองานภาพ ทั้ง ๆ ที่ฉากต่าง ๆ มันเอื้อให้ปล่อยของ แต่ดูเหมือนหนังงบหมดหรืออะไร ทำให้ฉากต่าง ๆ มัน Meh Meh แล้วก็ Meh เฉย ๆ งั้น ๆ ตามอารมณ์ของตัวเอกจริง ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกิมมิคของหนังที่จงใจทำหรือเปล่า ง่าย ๆ คือภาพมันไม่น่าหลงใหลเอาเสียเลยทั้ง ๆ ที่มันควรจะขายคอนเซปต์งานภาพ แท้ ๆ

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อดีซะทีเดียว คือมันยังเล่าเรื่องสนุกได้พอสมควร ชวนให้เราอยากรู้ว่า App นี้จะมีอะไรบ้าง รวมถึงคาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวก็มีความน่ารัก มีเสน่ห์ในแบบของมันเอง ทำให้เราเอาใจช่วยได้ไม่ยาก มันมีความสดใส ร่าเริง ที่ทำให้ดูพอเพลิน ๆ แบบไม่น่าเบื่อได้อยู่ อย่างที่บอกว่าอย่าเปรียบเทียบ อย่าใช้ตรรกะอะไรในการดู ปล่อยตัวปล่อยใจให้ล่องลอยบินไปกับหนัง แล้วจะพบว่าเราก็สามารถสนุกกับมันได้ในระดับนึง สลับยิ้ม สลับหัวเราะ(ไม่มากแต่มันก็มี) สลับเอาใจช่วย ติดตามได้แบบไม่น่าเบื่อไปจนจบได้

 

สรุป

 

The Emoji Movie ถึงแม้มันจะไม่ใช่หนังที่ดี แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด คืออย่างที่บอก มันง่าย มันตามสูตร และดูได้เพลิน ๆ มีฮาได้บ้าง ยิ้มได้บ้าง อบอุ่นได้บ้าง แต่อาจไปไม่สุดสักทาง แต่ถ้าไม่มีอะไรดู ก็เป็นตัวเลือกในการดูเพลิน ๆ ฆ่าเวลาได้แบบไม่น่าเบื่อ หนังมีความน่ารัก สดใสในแบบของมัน มีความสนุกที่ติดตามได้แบบไม่น่าเบื่อนักตลอดทั้งเรื่อง

 

5/10

 

#TheEmojiMovie #เกิดมาเพื่อดูหนัง

 

Cr.@Ik^Q^San

แสดงความคิดเห็น