รีวิว The Glass Castle

คะแนนจากผู้ชม

คุณจะให้ 1 คะแนนคุณจะให้ 2 คะแนนคุณจะให้ 3 คะแนนคุณจะให้ 4 คะแนนคุณจะให้ 5 คะแนนคุณจะให้ 6 คะแนนคุณจะให้ 7 คะแนนคุณจะให้ 8 คะแนนคุณจะให้ 9 คะแนนคุณจะให้ 10 คะแนน | 10.00 / 10 คะแนน จากผู้ชม 1 คน
Loading...

Review (No.146/2017)

The Glass Castle

ประเภท : Drama, Biography

Rate : ทั่วไป

ความยาว 130 นาที

กำหนดฉาย 07 Sep 2017

รีวิว The Glass Castle

รีวิว

หลังจากดูจบแล้วค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจเพราะให้คะแนนลำบากมาก  ต้องบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมาก เป็นหนังทีมอบความซาบซึ้ง กินใจ และอาจทำให้หลายคนน้ำตาตก ด้วยสาระในเรื่องและความลุ่มลึกของเนื้อหาที่หนังต้องการสื่อ อาจเพราะว่ามาจากเรื่องจริงด้วย และพลังของนักแสดงนำก็ดีเสียเหลือเกิน  ทำให้กระทบกับอารมณ์คนดูได้ไม่ยาก แต่ในขณะเดียวกันมันยังทำได้ไม่ถึง มันควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้อีก และบางอย่างก็ดูผิดที่ผิดทางในการเล่าเรื่อง

หนังเรื่องนี้กำกับโดย เดสติน แดเนียล เครสตั้น ที่สร้างชื่อจากหนังดราม่าอินดี้ Short Term 12 ที่ทำให้เขาโด่งดังขึ้นมา และคว้ารางวัล “ผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม” จากรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ชิคาโก และติด 1 ใน 10 ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของปี 2013 จาก National Board of Review ไปครอง

ไม่แน่ใจว่าฉบับหนังสือนั้นเล่าเรื่องแบบไหนแต่สำหรับในหนังนั้นจะเล่าเรื่องในปี 1989 ช่วงที่เจนเนตต์กำลังหมั้นหมายกับแฟนหนุ่มเตรียมแต่งงานและพ่อแม่เข้ามาอาศัยที่กรุงนิวยอร์กตัดสลับกับเหตุการณ์ในวัยเด็กที่ครอบครัวยังคงเร่ร่อนไปเรื่อยๆอยู่แถวๆชนบทพ่อของเจนเนตต์ “เรกซ์” คุณพ่อนักฝันที่สอนลูกๆจากประสบการณ์จริงสิ่งที่เห็นรอบตัวและสอนให้ลูกๆรู้จักคิดบวกรู้จักที่จะฝันในขณะเดียวกันด้วยนิสัยที่ค่อนข้างติดเหล้าทำให้มีนิสัยรุนแรงก้าวร้าวไม่รับผิดชอบทำให้ต้องตกงานและย้ายงานไปเรื่อย  ๆไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งความเป็นอยู่ก็แร้นแค้นส่วนแม่ “โรสแมรี่” ภรรยาและคุณแม่ผู้รักอิสระและแสนอินดี้เฝ้าใฝ่ฝันอยากเป็นจิตรกรชื่อดังใช้ชีวิตอยู่กับการวาดภาพและติสต์มากจนกระทั่งไม่ทำอาหารให้ลูกไม่ค่อยดูแลครอบครัวให้ลูกหัดเรียนรู้การทำอาหารด้วยตัวเองจนเจเนตต์ถูกไฟลวกจากการทำอาหารและด้วยเหตุนี้ทำให้ลูกๆทั้งสามคนต้องหัดเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ด้วยตนเอง

อาจด้วยผู้กำกับเครสตั้นนั้นเป็นคนเดียวกันกับผู้เขียนบทหนัง The Shack ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือเช่นเดียวกันที่ทำให้สไตล์หนังนั้นเป็นแบบนี้เน้นให้คนดูค่อยๆซึมซับกับเรื่องราวที่หนังนำเสนอไม่จงใจบิวต์ไม่บีบคั้นอามรมณ์มากเกินความจำเป็นแต่กลายเป็นว่าเมื่อคนดูซึมซับและคุ้นเคยกับทุกสิ่งแล้วเวลาถึงจุดไคลแมกซ์ก็ทำการฮุคได้ถูกจุดโดยที่ไม่ต้องใช้ซาวด์ดนตรีประกอบเร้าอารมณ์จนโดดเด่นหรือแม้แต่การซัดสาดพลังภายนอกของนักแสดงแบบเวอร์วังอลังการแต่สามารถเอาคนดูได้อยู่ด้วยประโยคและฉากที่เป็นกุญแจเพียงไม่กี่ฉาก

การเล่าเรื่องนั้นถึงจะเรียบๆไม่มีจุดพีคอะไรมากนักแต่ก็ทำได้ไม่น่าเบื่อและสามารถพาคนดูติดตามไปได้อย่างน่าสนใจตลอดเรื่องทั้งนี้ด้วยการแสดงของนักแสดงที่ปล่อยพลังภายในกันเป็นว่าเล่นทำให้ตัวละครทุกตัวนั้นมีมิติและมีอินเนอร์ที่จับต้องได้ชัดคนที่โดดเด่นที่สุดนั้นไม่ใช่บรีลาร์สันแต่อย่างใดแต่เป็นวู้ดดี้ฮาร์เรลสันที่กล้าบอกได้เลยว่าเป็นการแสดงที่เป็นที่สุดของเขาเรื่องหนึ่งไม่ว่าจะเป็นสีหน้าแววตาที่แสดงออกเวลาจะเป็นตอนขี้เมาก็เป็นคนที่น่ากลัวดูคุกคามในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นพ่อที่อบอุ่นเป็นที่พึ่งทางใจให้กับลูกๆได้แม้ไม่มีอะไรอินเนอร์โดดเด่นและสลัดคราบบุคลิกตัวละครในเรื่องที่ผ่านมาได้อย่างหมดจดและแสดงได้เหมือนตัวจริงมากจนกระทั่งเจนเนตต์วอลส์ตัวจริงเอ่ยปากชมว่า “นี่เขาชุบชีวิตพ่อฉันมาแสดงเหรอไงเนี่ย” ในขณะเดียวกันนาโอมิวัตส์ก็ไม่ตกมาตรฐานเลยถึงแม้บทโรสแมรี่ของเธอจะไม่โดดเด่นเท่าวู้ดดี้และบรีแต่ทุกฉากทุกตอนที่เธอออกมานั้นไม่เคยถูกกลบเลยบทแม่สุดอินดี้ศิลปินรักอิสระของเธอนั้นสลัดลุคสาวงามในคิงคองไปได้แบบหมดจดแต่ถึงแม้จะเป็นงั้นแต่ฉากที่ต้องปล่อยพลัง(แม้จะมีไม่มาก) ก็สามารถรับส่งได้ดีทีเดียว

ส่วนเสียของเรื่องที่น่าเสียดายคือหนังเลือกที่จะขับเน้นเรื่องราวในวัยเด็กมากและใช้เวลาในพาร์ทผู้ใหญ่น้อยเกินไปทำให้คนดูไม่มีความผูกพันธ์กับเจนเนตต์ตอนโตมากนักและด้วยการเล่าเรื่องนิ่งๆที่เน้นการซึมซับอารมณ์แบบนี้นั้นทำให้จุดที่ควรจะพีคได้มากกว่านี้นัดค่อนข้างดรอปลงไป (แต่ก็ทำได้ดีแล้วแต่ส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีกว่านี้) แม้บรีลาร์สันนั้นจะเล่นได้ดีมากใส่ส่วนของเธอแต่ด้วยตัวบททำให้ไม่สามารถส่งเธอให้ถึงฝั่งฝันได้เท่าที่ควรและที่สำคัญเคมีนักแสดงระหว่างเธอกับพี่น้องในตอนโตนั้นไม่เข้ากันอย่างแรงไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพี่น้องที่มีความผูกพันกันมากการเล่าสลับสองช่วงเวลานั้นเป็นทั้งข้อดีข้อเสียของเรื่องในเวลาเดียวกันมีบางช่วงที่ตัดสลับได้แบบถูกจุดสามารถส่งเสริมอารมณ์หนังให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นแต่ในบางฉากกลับไม่ส่งเสริมกันสักเท่าไหร่ที่ทำให้อารมณ์ของหนังดรอปลงมาบ้าง

อีกคนที่อยากชื่นชมจริงๆและน่าจะเป็นดาวรุ่งในอนาคตได้คือน้องหนูเอลล่าแอนเดอร์สันที่แสดงเป็นเจเนตต์ตอนเด็กโตที่ทำให้บทเด็กสาววัยรุ่นในช่วงเปลี่ยนผันของชีวิตจากเด็กสาวที่ช่างฝันได้รับอิทธิพลจากพ่อสู่การเติบโตและค้นพบความจริงอันโหดร้ายและต้องตัดสินใจที่จะเลือกเดินในเส้นทางของตนเองเพื่อชีวิตที่ดีกว่าและทิ้งชีวิตเพ้อฝันไปเบื้องหลังนั้นน้องแสดงได้อย่างดีมากๆเราสัมผัสได้ถึงความรักความเชื่อมั่นในตัวพ่อและเมื่อผิดหวังเราก็สัมผัสและรู้สึกเจ็บปวดไปกับเธอได้จริงๆ

สำหรับสาระของเรื่องนั้นสามารถตั้งคำถามให้กับคนดูได้เป็นอย่างดีถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของสถาบันครอบครัวทั่วโลกในปัจจุบัน หนังสามารถเข้าถึงจิตใจคนทั่วไปได้อย่างไม่ยากเย็น และทำให้เราเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว โดยเฉพาะความเชื่อมั่น ความรัก และการให้อภัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองโลกนี้ในแง่บอก การมีชิตด้วยความฝัน และความกล้าที่จะทำตามฝัน คอหนังชีวิตหนังดราม่าไม่ควรพลาด หนังทำให้เราชวนติดตามไปได้ว่าครอบครัวนี้นั้นจะไปสู่บทสรุปแบบไหน และหันกลับมาถามถึงความสัมพันธ์ของตัวเราเองกับคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน

สรุป

หนังเน้นเล่าเรื่องแบบไม่หวือหวาไม่มีจุดพีคมากแต่ด้วยการแสดงของตัวละครที่มีมิติอินเนอร์ที่ส่งพลังภายในออกมาอย่างในในทุกฉากและเหตุการณ์ Conflict ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆรวมถึงการเล่าสลับสองเหตุการณ์ทำให้ไม่น่าเบื่อและชวนติดตามได้ตลอดเรื่องและพอดีจุดไคลแมกซ์หนังก็ทำได้ดีเลยทีเดียวแค่เข้าไปดูนักแสดงก็คุ้มแล้ว

7/10

#TheGlassCastle #เกิดมาเพื่อดูหนัง

Cr.@Ik^Q^San

แสดงความคิดเห็น